การตลาด

กลยุทธ์ (Strategy) หมายถึง กลวิธีหรือแบบแผนสำคัญที่ถูกวางไว้สำหรับการดำเนินงานใดๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความสำเร็จ และส่งผลให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการตลาดที่ตั้งไว้ ซึ่งกลยุทธ์ไม่ใช่หมายถึงเพียงแค่การจัดวางแผนการทำงานเพื่อสร้างความสำเร็จเพียงเท่านั้น แต่ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการต่อสู้แข่งขันกันในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของบริษัทและตลาดคู่แข่ง โดยกลยุทธ์เบื้องต้นที่ผู้ผลิตจะต้องมีคือการดำเนินงานที่มีขั้นตอน การตัดสินใจในเกี่ยวกับงบประมาณค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่เหมาะสม รวมทั้งจะต้องสามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์และได้ผลงานที่มีคุณภาพสูงสุด

กลยุทธ์การตลาด (Marketing Strategy) หมายถึง แบบแผนพื้นฐานหรือแนวทางที่ถูกกำหนดขึ้นสำหรับสร้างผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและตลาดเป้าหมาย โดยผู้ประกอบการจะต้องจัดสรรทรัพยากรของประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อผลผลิต แบ่งใช้สัดส่วนต่างๆ ทางการตลาดให้เหมาะสมสำหรับการดำเนินงาน รวมทั้งดำเนินงานในขั้นตอนต่างๆ โดยประกอบไปด้วย การตัดสินใจ การกำหนดระดับค่าใช้จ่ายการตลาด การกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ การกำหนดกลยุทธ์ส่วนผสม และการกำหนดตลาดเป้าหมายทางการตลาดอย่างชัดเจน จนสามารถบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ตั้งไว้ได้

การโฆษณา หมายถึง กลยุทธ์ทางการตลาดที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถรับข้อมูลข่าวสารของสินค้าและบริการชนิดนั้นๆ  ได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง อีกทั้งการโฆษณาในรูปแบบต่างๆ  ยังมีส่วนต่อการตัดสินใจบริโภคผลิตภัณฑ์ของลูกค้า

การประชาสัมพันธ์ หมายถึง การเผยแพร่ข่าวสารข้อเท็จจริงและความคิดเห็นต่างๆ ไปยังสาธารณะเพื่อเข้าถึงกลุ่มประชาชนเป้าหมาย วิธีการดำเนินการดังกล่าวนอกจากจะเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ ให้ประชาชนเกิดความนิยมศรัทธาต่อหน่วยงานองค์การและสถาบันแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหน่วยงานองค์การต่างๆ กับประชาชน โดยการประชาสัมพันธ์มีจุดมุ่งหมายคือการหวังผลความร่วมมือและการสนับสนุนจากประชาชน เพื่อทำให้การดำเนินงานของหน่วยงานนั้นๆ  สามารถดำเนินไปได้อย่างสำเร็จลุล่วง

การโฆษณาสินค้า หมายถึง การใช้ประโยชน์จากสื่อต่างๆ ที่มีอยู่หลายช่องทางในปัจจุบัน ในการประชาสัมพันธ์และนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสินค้าและบริการต่อสาธารณชน โดยการโฆษณาสินค้าผู้ประกอบการจะต้องทำการระบุชื่อสินค้าและบริการ รวมทั้งชื่อของบริษัทหรือองค์กรเจ้าของผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งสื่อโฆษณาสามารถแบ่งได้เป็นหลายลักษณะในรูปแบบต่างๆ กัน

คำจำกัดของคำว่า Marketing
สมาคมการตลาดแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ให้คำจำกัดของคำว่า Marketing ไว้ดังนี้ การตลาด คือ การกระทำกิจกรรมต่างๆ ในทางธุรกิจที่มีผลให้เกิดการนำสินค้า หรือบริการจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการนั้นๆ ให้ได้รับความพึงพอใจ ขณะเดียวกัน ก็บรรลุวัตถุประสงค์ของกิจการ
องค์ประกอบของการตลาด
  1. มีสิ่งที่จะโอนเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ คือ สินค้าหรือบริการ
  2. มีตลาด คือ ผู้ชื้อที่ต้องการซื้อสินค้าหรือบริการ
  3. มีผู้ขายสินค้าหรือบริการ
  4. มีการแลกเปลี่ยน
หลักการตลาด 4P
การวางแผนการตลาดโดยใช้ 4P กลยุทธ์ทางการตลาดนั้นมีอยู่มากมาย แต่ที่เป็นที่รู้จักและเป็นพื้นฐานที่สุดก็คือการใช้ 4P (Product Price Place Promotion) ซึ่งหลักการใช้คือการวางแผนในแต่ละส่วนให้เข้ากัน และเป็นที่ต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เราเลือกเอาไว้ให้มากที่สุด ในบางธุรกิจอาจจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนทั้ง 4P ได้ทั้งหมดในระยะสั้นก็ไม่เป็นไรเพราะสามารถค่อยๆ ปรับกลยุทธ์จนได้ส่วนผสมทางการตลาดได้เหมาะสมที่สุด
Product / Service
Product คือ สินค้าหรือบริการ ที่เราจะเสนอให้กับลูกค้า แนวทางการกำหนดตัว product ให้เหมาะสมก็ต้องดูว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการอะไร เช่น ต้องการบริการดูแลระบบคอมพิวเตอร์ภายในองค์กร โดยไม่สนเรื่องพนักงานประจำ ไม่สนการเข้าทำงานในสำนักงาน แต่ขอให้ดูแลแก้ไขปัญหาได้ก็พอ เราก็ต้องทำตามที่ลูกค้าต้องการ โดยทั่วไปแนวทางที่จะทำสินค้าให้ขายได้มีอยู่สองอย่างคือ
  1. สินค้าที่มีความแตกต่าง โดยการสร้างความแตกต่างนั้น จะต้องเป็นสิ่งที่ลูกค้าสามารถสัมผัสได้จริงว่าต่างกันและ ลูกค้าตระหนัก และชอบในแนวทางนี้ เช่นคุณสมบัติพิเศษ รูปลักษณ์ การใช้งาน ความปลอดภัย ความคงทนโดยกลุ่มตลาดที่เราจะจับ ก็จะเป็นตลาดที่ไม่มีการแข่งขันมาก (niche market)
  2. สินค้าที่มีราคาต่ำ การยอมลดคุณภาพในบางด้านที่ไม่สำคัญลงไป เช่น สินค้าที่ผลิตจากจีน จะมีคุณภาพไม่ดีนัก แต่พอใช้งานได้ แต่ถูกมากๆ หรือ สินค้าที่เลียนแบบแบรนด์ดังๆ ในซุปเปอร์สโตรต่างๆ จริงๆ แล้วสำหรับนักธุรกิจมือ ใหม่ควรเลือกในแนวทาง สร้างความแตกต่างมากกว่าการเป็นสินค้าราคาถูก เพราะหากเป็นด้านการผลิตแล้ว รายใหญ่ จะมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่ารายย่อย แต่หากเป็นด้านบริการ เราอาจจะเริ่มต้นที่ราคาถูกก่อน แล้วค่อยๆ หาตลาดที่รายใหญ่ไม่สนใจ
Price
Price คือ ราคา, การตั้งราคา เป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญในการตลาด แต่ไม่ใช่ว่า คิดอะไรไม่ออกก็ลดราคาอย่างเดียว เพราะการลดราคาสินค้า อาจจะไม่ได้ช่วยให้การขายดีขึ้นได้ หากปัญหาอื่นๆยังไม่ได้รับการแก้ไข การตั้งราคาในที่นี้จะเป็นการตั้งราคาให้เหมาะสมกับ ผลิตภัณฑ์ และกลุ่มเป้าหมายของเรา เช่น หากเราขายอาหารที่ตลาดนัด ราคาจะต้องถูกหน่อย แต่หากขายที่ห้างสรรพสินค้า หากตั้งราคาถูกไป กลุ่มที่เป็นเป้าหมายอยากให้ซื้ออาจจะไม่ซื้อ แต่คนที่ซื้ออาจจะเป็นคนอีกกลุ่มซึ่งมีน้อยกว่า และไม่คุ้ม ยิ่งไปกว่านั้นหากราคา และรูปลักษณ์สินค้าไม่เข้ากัน ลูกค้าก็จะเกิดความข้องใจและอาจจะกังวลที่จะซื้อ เพราะราคาคือตัวบ่งบอกภาพลักษณ์ของสินค้าที่สำคัญที่สุด อย่างไรก็ตาม ในด้านการทำธุรกิจขนาดย่อม ราคาที่เราต้องการ อาจไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้น แต่จะมองกันในเรื่องของตัวเลข ซึ่งจะมีวิธีกำหนดราคาดังนี้
  1. กำหนดราคาตามลูกค้า คือการกำหนดราคาตามที่เราคิดว่า ลูกค้าจะเต็มใจจ่าย ซึ่งอาจจะได้มาจากการทำสำรวจ หรือแบบสอบถาม
  2. กำหนดราคาตามตลาด คือการกำหนดราคา ตามคู่แข่งในตลาด ซึ่งอาจจะต่ำมากจนเราจะมีกำไรน้อยดังนั้นหาก เรา คิด ที่จะกำหนดราคาตามตลาด เราอาจจะต้องมานั่งคิดคำนวณย้อนกลับว่า ต้นทุนสินค้าควร เป็นเท่าไรเพื่อจะได้กำ ไร ตามที่ตั้งเป้า แล้วมาหาทางลดต้นทุนลง
  3. กำหนดราคาตามต้นทุน+กำไร วิธีนี้เป็นการคำนวณ ว่าต้นทุนของเราอยู่ที่เท่าใด แล้วบวกค่าขนส่ง ค่าแรงของเรา บวกกำไร จึงได้มาซึ่งราคา แต่หากราคาที่ได้มาสูงมาก เราอาจจำเป็นต้องมีการทำประชาสัมพันธ์ หรือปรับภาพลักษณ์ ให้เข้ากับราคานั้น
Place
Place คือ วิธีการนำสินค้าไปสู่มือของลูกค้า หากเป็นสินค้าที่จะขายไปหลายๆ แห่ง วิธีการขายหรือการกระจายสินค้าจะมีความสำคัญมาก ขึ้นอยู่กับว่า สินค้าของท่านคือ อะไร และกลุ่มเป้าหมายท่านคือใคร เช่น สินค้าคุณภาพสูงหรูหราราคาแพง ควรจำกัดการขายไม่ให้มีมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้เสียภาพลักษณ์ได้ สิ่งที่เราควรจะคำนึงอีกอย่าง คือต้นทุนการกระจายสินค้า เช่นการขายสินค้าใน Modern Trade หรือ ห้างสรรพสินค้า อาจจะ กระจายได้ทั่วถึง แต่อาจจะมีต้นทุนที่สูงกว่า แต่หากลองทำการตลาดออนไลน์กับ 1Belief เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย แบบนี้อาจได้ผลและใช้ต้นทุนน้อยกว่า หากจะกล่าวถึงธุรกิจที่เป็นการขายหน้าร้าน Place ในที่นี้ก็คือ ทำเล ซึ่งก็ควรเลือกที่ ให้เหมาะสมกับสินค้าของเรา อย่างตลาดนัดวันหยุด กับห้างสรรพสินค้าติดแอร์ จะมีกลุ่มคนเดินที่ต่างออกไป ลักษณะสินค้าและราคา ก็ไม่เหมือนกัน
Promotion
Promotion คือ การนำเสนอคุณสมบัติสินค้า การบอกลูกค้าถึงลักษณะสินค้าของเรา การโฆษณาในสื่อต่างๆ หรือการทำกิจกรรม ที่ทำให้คนมาซื้อสินค้าของเรา เช่น การทำการลดราคาประจำปี หากจะพูดในแง่ของธุรกิจขนาดย่อม การโฆษณาอาจจะเป็นสิ่งที่เกินความจำ เป็นเพราะจะต้องใช้เงิน จะมากหรือน้อยก็ ขึ้นกับ ช่องทางที่เราจะใช้ ที่ได้ผลและอาจจะฟรีคือ สื่ออินเตอร์เนตผ่านทาง Search Engine ซึ่งมีผู้ใช้เพิ่มจำนวนขึ้นมากในแต่ละปี หรือหากงบน้อย อาจเลือกโฆษณาในสื่ออื่นๆ ที่ราคาถูก เช่น ใบปลิว โปสเตอร์ หากเป็นสื่อท้องถิ่นก็จะมี รถแห่ วิทยุท้องถิ่น หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น วิธีในการเลือกสื่อ นอกจากจะดูเรื่องค่าใช้จ่าย แล้วควรดูเรื่องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เช่นหากจะโฆษณาให้กลุ่มผู้ใหญ่ โดยเลือก สื่ออินเตอร์เนต ก็อาจจะเลือก เวบไซต์ที่ผู้ใหญ่เล่น ไม่ใช้เวบที่วัยรุ่นเข้ามาคุยกัน เป็นต้น
การตั้งชื่อร้าน
การตั้งชื่อร้านมีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยดึงดูดลูกค้าได้ดี โดยหลักการที่เหมาะในการตั้งชื่อร้านก็คือ ต้องตั้งให้อ่านออกเสียงง่าย จำง่าย มีความเบสิคคุ้นหูคนส่วนใหญ่ และควรสัมพันธ์กับสินค้าที่ขาย ชสำหรับใครที่คิดจะตั้งชื่อร้าน ด้วยชื่อที่แปลกใหม่ ดูหรู ควรคิดให้ดีก่อนว่าจะทำให้ร้านของคุณรุ่งหรือร่วงกันแน่ เพราะหากชื่อร้านอ่านออกเสียงยากจนเกินไป ก็จะทำให้ลูกค้าไม่จดจำ และไม่กล้าที่จะแนะนำคนอื่นต่อ เนื่องจากกลัวอายหากออกเสียงผิด
สินค้าที่จะขาย
สินค้าที่จะขายในครั้งแรกควรเป็นสินค้าที่คุณมีความรู้อยู่แล้ว เพื่อจะได้ให้ข้อมูลกับลูกค้าได้อย่างไม่ติดขัด และการขายสินค้าที่ชอบก็เป็นการสร้างความสุขในการขายให้กับตัวเอง แต่สำหรับใครที่ไม่ได้ชอบสินค้าตัวไหนมากเป็นพิเศษ ก็อาจลองเลือกสินค้าด้วยการสำรวจตลาด ว่าสินค้าอะไรที่กำลังได้รับความนิยม และสามารถทำกำไรได้ดี ที่สำคัญควรจะมีต้นทุนต่ำ เพราะการขายของออนไลน์มักจะมีการตัดราคากันอยู่เสมอ หากเป็นสินค้าที่ต้นทุนสูง จึงอาจทำให้ขาดทุนได้
เงินทุน
การขายของออนไลน์มีทั้งแบบที่ต้องลงทุนและไม่ต้องลงทุน สำหรับใครที่ต้องการขายของออนไลน์แบบลงทุนด้วยการซื้อสินค้ามาสต็อคโดยตรง รวมถึงการทำโฆษณาเพื่อให้ร้านเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว ก็ต้องเช็คเรื่องเงินทุนให้ดี ตั้งแต่ค่าสินค้า ค่าบริการอินเทอร์เน็ต ค่าโฆษณา ค่าเว็บไซต์ในการเปิดร้านหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่สำคัญเงินที่นำมาลงทุนเริ่มต้นควรเป็นเงินของตัวเอง ไม่ใช่เงินกู้ยืม เนื่องจากหากไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ก็จะได้ไม่มีปัญหาหนี้สินตามมาให้กลุ้มใจ
  • ค่าจดโดเมน 350-500 บาท/ต่อปี
  • ค่าเช่า Host มีตั้งแต่ 500++ ต่อปี ขึ้นอยู่กับการใช้งานและคุณภาพ
  • ค่าจัดทำเว็บไซต์ มีหลายราคา หลักร้อยไปถึงหลักแสน
  • ค่าทำการตลาดออนไลน์ ประชาสัมพันธ์ ลงโฆษณา
จุดขายของร้าน
เมื่อมีสินค้าแล้ว ก็ต้องคิดถึง “จุดขาย” หรือจุดเด่น ของสินค้านั้นๆ เพื่อที่จะนำไปชนะคู่แข่งได้ บางครั้งการสร้างจุดขายที่ราคาถูกกว่า อาจไม่ใช่ข้อดีเสมอไป แต่หากคู่แข่งน้อย หรือคุณคือเจ้าตลาด ที่มีอำนาจในการผลิตสูง ควบคุมต้นทุนได้ แบบนั้นอาจทำใหุ้ณได้เปรียบกว่าคู่แข่งอื่นๆ
ช่องทางจำหน่าย
การเลือกขายของออนไลน์ ถือเป็นช่องทางหลักในการจำหน่าย แต่ก็มีช่องทางย่อยๆ บนอินเทอร์เน็ตอีกเหมือนกัน ซึ่งก็คือ เปิดแฟนเพจ Facebook, ไอจี, ร้านค้าออนไลน์, เว็บไซต์ เป็นต้น โดยช่องทางที่ได้รับความนิยมและสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายและเร็วที่สุด ก็คือการเปิดเพจ Facebook เพราะสามารถอัพเดทได้ง่าย ลงโฆษณาได้ตามงบ กำหนดเลือกกลุ่มเป้าหมายที่จะแสดงโฆษณาได้
บริการเปิดร้านขายของออนไลน์ในไทย
แผนการตลาด
การขายของออนไลน์มีคู่แข่งสูงมาก การจะทำให้ร้านของตนเองได้รับความสนใจ และเป็นที่รู้จักแพร่หลายอย่างรวดเร็ว จึงต้องอาศัยการทำการตลาดเข้ามาช่วย เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ามาสนใจมากขึ้น และสามารถเอาชนะร้านอื่นๆ ได้ โดยการวางแผนการตลาดก็สามารถเริ่มได้จากขั้นตอนดังต่อไปนี้
  1. กำหนดเป้าหมายที่ต้องการอย่างชัดเจน
  2. วางแผนขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
  3. กำหนดงบประมาณที่จะใช้ โดยวางแผนออกมาเป็นขั้นตอนว่าขั้นตอนไหนต้องใช้งบเท่าไหร่
  4. กำหนดเวลา เพื่อทำการประเมิน ตรวจสอบและปรับปรุงแผนให้เหมาะสมอยู่เสมอ
ช่องทางการชำระเงิน
ลูกค้าส่วนใหญ่จะนิยมซื้อสินค้าจากร้านที่มีช่องทางการชำระเงินที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่า คือมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย และเป็นบัญชีธนาคารที่ตรงกับลูกค้า เพื่อจะได้มีตัวเลือกในการชำระมากขึ้น และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนเงิน นอกจากนี้หากต้องการขายสินค้าให้กับลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ ควรเปิดบัญชีที่รองรับการโอนเงินจากต่างประเทศให้ดี อย่างเช่น Paypal และต้องวางแผนสำหรับการจัดส่ง เพื่อไม่ให้ขาดทุน
  • ธนาคารกรุงเทพ
  • ธนาคารกสิกรไทย
  • ธนาคารไทยพาณิชย์
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
  • ธนาคารกรุงไทย
  • ธนาคารทหารไทย
  • ธนาคารออมสิน
ความอดทนในการขาย
การทำธุรกิจต่างๆ จะต้องมีความค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงการขายของออนไลน์ ดังนั้นจึงต้องมีความอดทนสูง โดยเฉพาะในช่วงแรกของการเปิดร้าน เนื่องจากยังไม่มีลูกค้ารู้จักมากนัก จึงอาจทำให้แทบไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย แต่หากผ่านไปได้ระยะหนึ่ง มีการโปรโมทรวมถึงอัพเดตสินค้าในร้านอยู่ตลอดเวลา ก็จะเริ่มมีลูกค้ามาให้ความสนใจจนสามารถขายได้ดี และได้รับผลกำไรอย่างน่าพอใจ
ต้องมีเวลา
เวลาเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ล้วนต้องการบริการที่ดี และการโต้ตอบที่รวดเร็วของแม่ค้า ซึ่งหากตอบช้ามาก ก็อาจจะทำให้ลูกค้ารู้สึกหมดความอยาก และเปลี่ยนใจไม่ซื้อสินค้าของคุณในที่สุด ดังนั้นควรบริหารจัดการเวลาให้ดี และหมั่นตอบแชทลูกค้าให้รวดเร็วอยู่เสมอ
เทคนิคในการปิดการขาย
เทคนิคในการปิดการขาย หมายถึง กลยุทธิ์ต่างๆ ที่พนักงานขายจะต้องนำออกมาใช้เพื่อที่จะปิดการขายกับลูกค้าให้ได้ โดยจะเลือกใช้กลยุทธิ์ใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายและสถานการณ์
  • เสนอขายแบบตรงไปตรงมา ลูกค้าส่วนใหญ่จะไม่ชอบการอ้อมค้อม ดังนั้นจึงควรเสนอขายแบบตรงๆ ไปเลย พร้อมย้ำกับลูกค้าให้ทำสัญญาไว้เป็นหลักฐาน
  • อย่าพูดอะไรมากหลังจากยุติการเจรจาแล้ว พยายามทำตัวให้สงบที่สุด เพื่อไม่ให้ลูกค้าดูว่าเรากำลังร้อนรนจนผิดปกติ
  • กรณีที่ลูกค้าไม่เห็นด้วยกับการเซ็นสัญญา อย่าเพิ่งคาดคั้นในทันที เพราะอาจทำให้ลูกค้าเกิดความไมไว้วางใจ ควรค่อยๆ ถามถึงเหตุผล พร้อมอธิบายในสิ่งที่ลูกค้ากังวลให้เข้าใจตรงกัน
  • พูดในเชิงรับรองกับลูกค้า ว่าหากทำการตกลงกันในเวลานี้ จะเป็นผลดีอย่างไรต่อพวกเขาบ้าง เพื่อให้ลูกค้าได้มีข้อคิดในการพิจารณาและตัดสินใจมากขึ้น
  • เมื่อลูกค้าตกลงทำสัญญา ให้พูดคุยสอบถามถึงรายละเอียดสำคัญเพิ่มเติม เช่น จะนัดเซ็นสัญญาเมื่อไหร่ ที่ไหนและต้องการให้ทางบริษัทนำสินค้าไปส่งที่ใด
  • แสดงให้รู้ว่าการแจรจาซื้อขายได้ยุติลงแล้ว ด้วยการเขียนใบจ่ายสินค้าให้กับลูกค้า พร้อมกับจับมือกัน
  • ชักจูงลูกค้า โดยพยายามบอกว่าถ้าไม่รีบเซ็นสัญญา อาจทำให้ต้องสูญเสียบางอย่างไปอย่างน่าเสียดาย เพราะลูกค้าบางคนจะใส่ใจในเรื่องของผลประโยชน์มากที่สุด จึงสามารถที่จะกระตุ้นลูกค้าให้รีบเซ็นสัญญาได้ดี
  • อาจยื่นขอเสนอบางอย่างที่น่าสนใจกับลูกค้า เช่น สามารถผ่อนชำระเป็นงวดๆ มีส่วนลดให้หากตัดสินใจซื้อในวันนี้ มีของแถมฟรี เป็นต้น
  • ยกตัวอย่างขึ้นมาถึงกรณีลูกค้าที่พลาดโอกาสดีๆ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าควรจะรีบทำสัญญา ถ้าไม่อยากเสียโอกาสดีๆ ที่จะมีเฉพาะช่วงเวลาโปรโมชั่นเท่านั้น
  • อย่าเพิ่งยอมแพ้ หากลูกค้ายังยืนยันคำเดิมว่าไม่พร้อมเซ็นสัญญา เพราะความสำเร็จมักจะมาพร้อมกับความพยายามเสมอ ดังนั้นควรลองพยายามอีกสักนิด เผื่อลูกค้าอาจจะเปิดใจ

ยุคสมัยเปลี่ยนผู้คนก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความซับซ้อนของมนุษย์ยิ่งเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ความเปลี่ยนแปลงสำคัญของทศวรรษที่ผ่านมามี 2 ด้านคือ ในภาคการผลิตในมุมของธุรกิจ และในมุมของผู้บริโภค 

    มุมของผู้ผลิต ยุคดิจิทัลเป็นยุคของความท้าทาย เป็นยุคที่ผู้ทำธุรกิจและนักการตลาดต้องเหนื่อยหนัก เพราะโลกนั้นปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แต่ในอีกมุมหนึ่ง เทคโนโลยีนั้นก็มีผลเชิงบวกมากพอสมควร โดยเฉพาะด้านการผลิตและการทำธุรกิจ เพราะเทคโนโลยีสามารถช่วยลดต้นทุน โดยผู้ประกอบการรายย่อยไม่ต้องผลิตจำนวนมหาศาลอีกต่อไป เทคโนโลยีช่วยเชื่อมโลกเข้าด้วยกัน จึงเป็นโอกาสด้านการขายให้แบรนด์ที่เห็นโอกาส และเทคโนโลยียังช่วยเชื่อมแบรนด์ให้ใกล้ชิดกับผู้บริโภคอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน  

    ในมุมของผู้บริโภค  จะเห็นได้ว่าความคิดของผู้บริโภคไม่ได้เป็นแนวตรงอีกต่อไป แต่พวกเขามีวิธีคิดที่แยบยลและมีทางเลือกที่ชัดเจน การวิเคราะห์ผู้บริโภคยุคดิจิทัลนั้น เราต้องมองภาพรวมของชีวิตเขาเป็น แบรนด์ต้องเข้าใจทุกขั้นของความต้องการผ่านช่องทางต่างๆ ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น จึงกล่าวได้ว่ายุคนี้เป็นยุคที่ผู้บริโภคเป็นใหญ่อย่างแท้จริง แบรนด์ที่จะอยู่รอดคือแบรนด์ที่มีความเข้าใจและใส่ใจที่จะปรับตัวให้ตอบความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง 

   ในยุคที่ลูกค้าเป็นใหญ่และเทคโนโลยีก้าวไกลจนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างหลากหลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงมีแนวโน้มที่ผู้บริโภคจะลดความวางใจและเชื่อใจจากโฆษณา ด้วยปัจจัยหลักๆ 3 ปัจจัย ดังนี้ 

   1.ความรวดเร็วของสื่อ เนื่องจากระบบสัญญาณอินเทอร์เน็ตมีความเร็วสูง ทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้สื่ออินเทอร์เน็ต ในการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกชมรายการที่ต้องการ การเล่นเกม หรือแม้แต่การซื้อสินค้าออนไลน์ ก็เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมากสำหรับทุกวันนี้ ความรวดเร็วของสื่ออินเทอร์เน็ตที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้บริโภคไม่คุ้นเคยกับการต้องรอนาน และมีความต้องการในทันทีทันใด การมีโฆษณาขึ้นมาแทรกการทำกิจกรรมดังกล่าว อาจทำให้ไม่เป็นที่พอใจของผู้บริโภคเท่าใดนัก เพราะเนื่องจากว่า หากผู้บริโภคสนใจสินค้านั้นๆ จะเกิดจากการพบเห็นผู้ใช้จริง และรีวิว ไม่ว่าจะจากผู้คนในอินเทอร์เน็ตหรือคนรอบข้าง 

   2.ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย รู้ทันผู้ผลิต แน่นอนว่าเมื่อความรวดเร็วของอินเทอร์เน็ตมาถึง การเข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภคเกิดขึ้นได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทั่วไป หรือข้อมูลเชิงวิชาการ เพียงแค่คลิกเดียวก็สามารถรู้ในสิ่งที่สงสัยอยู่ เช่น ต้องการรู้ว่าสินค้าที่ออกมานั้นมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ผู้บริโภคจะทำการค้นหารีวิวจากผู้ใช้คนอื่น เพื่อประกอบการตัดสินใจในการซื้อสินค้า เพราะรู้ว่าถ้าตรวจสอบจากผู้ผลิต ก็ต้องบอกว่าของตนดี มีคุณภาพแน่นอน ทั้งที่ความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น 

   3.ความน่าสนใจของเนื้อหาและภาพของโฆษณา นี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ ของปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคเชื่อถือโฆษณาน้อยลง การให้ความสำคัญด้านการสื่อสารของโฆษณาคือสิ่งที่ผู้ประกอบการควรตระหนักถึง อีกทั้ง ควรมีความจริงใจต่อผู้บริโภค เพราะการที่ผู้บริโภคเชื่อถือน้อยลงก็มาจากการที่ เนื้อหาโฆษณา มีความปรุงแต่งเกินจริง หรือบางกรณีคือให้ผลลัพธ์ของสินค้าที่แย่เกินคำโฆษณา สร้างความทรงจำที่ไม่ดีให้กับผู้บริโภค ทำให้ความเชื่อถือลดลงไปอีก ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่เพียงแค่ต้องการรอรับความจริง แต่ยังต้องการมีส่วนร่วมในการ แสดงออกและแลกเปลี่ยนความเห็น การยอมรับผิดของผู้ผลิตจึงเป็นโอกาสที่จะโกยคะแนนความนิยมจากผู้บริโภคกลับคืนมา 

   เมื่อเรามีสื่อที่หลากหลายมากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น การทำคอนเทนต์ก็จะต้องผันให้ซับซ้อนและลึกซึ้งตาม การโฆษณาที่จะสื่อไปยังผู้บริโภคในยุคดิจิทัลนี้ ต้องปรับเปลี่ยนจากการที่เป็นผู้ส่งสารอย่างเดียว เช่นในอดีต มาเป็นผู้รับสารจากผู้บริโภคด้วย เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากผู้บริโภคมาสร้างสรรค์งานโฆษณา ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องสร้างเนื้อหาโฆษณาที่ผสมผสานระหว่างสินค้า ช่องทางการสื่อสาร และการปรับเปลี่ยนเนื้อหาตลอดเวลา ใช้วิธีการสร้างประสบการณ์ด้านความรู้สึก เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความคุ้นเคย รู้สึกดีต่อสินค้า และการสื่อสารต้องสื่อสารแบบ Real Time ในช่วงเวลาที่เหมาะที่ควร เพื่อให้ผู้บริโภคยังคงเป็นลูกค้าของสินค้านั้นต่อไป