บัญชี

4 นิสัยทางการเงินที่ทำให้คุณไม่เหลือเงินเก็บแม้แต่บาทเดียว

ปัญหาหลักของมนุษย์เงินเดือนที่พบเจอกันเป็นส่วนใหญ่ก็คือไม่มีเงินเหลือเก็บ ไม่ว่าจะลองสูตรไหนก็ไม่เคยทำได้ ซึ่งบางครั้งอุปสรรคอาจไม่ใช่เพราะเงินเดือนน้อย รายจ่ายเยอะ หรือวิธีการออมใช้ไม่ได้ผล แต่อยู่ที่อุปนิสัยการเลือกใช้เงินของคุณเอง และต่อไปนี้คือ 4 นิสัยทางการเงินที่ทำให้คุณไม่เหลือเงินเก็บแม้แต่บาทเดียว

1.ไม่เคยกำหนดเป้าหมายทางการเงิน

คนที่ไม่เคยมีเงินเก็บส่วนมากไม่เคยตั้งเป้าหมายเงินออม หรือเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง การบริหารเงินที่ดีควรกำหนดเป้าหมายทั้งเงินเก็บเงินใช้ของเราให้ชัดเจนเสียก่อนว่า ในแต่ละเดือนจะต้องซื้ออะไรบ้าง จะต้องแบ่งจ่ายอะไรบ้าง เพราะหากคุณไม่รู้จักวางแผนให้ดี เราอาจจะต้องใช้เงินโดยลืมความสำคัญของการเก็บเงินและซื้อของที่ไม่จำเป็นจริงๆ สำหรับชีวิตในช่วงเวลานั้น

2.ซื้อของฟุ่มเฟือย

ค่านิยมของฟุ่มเฟือยเป็นนิสัยอย่างหนึ่งที่ทำให้เราซื้อของเกินรายได้ที่ควรจะเป็น หากคุณต้องการจะมีเงินเก็บ หรืออยากจะมีเงินไว้สำหรับซื้อของที่จำเป็น ควรรู้แนวคิดในการบริหารการเงินที่สามารถแบ่งได้ว่า อะไรที่คุณควรจะซื้อ อะไรที่ไม่ควรซื้อ เพราะของบางอย่างที่ซื้อมาอาจจะไม่ใช่ของที่จำเป็นในขณะนั้น หากยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อมาเก็บไว้ ควรตัดใจมองหาสินค้าอื่นที่มีความจำเป็นมากกว่า ซึ่งบางครั้งการที่เราซื้อของโดยที่คิดว่าวันข้างหน้าจะได้ใช้พอถึงเวลาจะใช้จริงของแทบจะผุพังก่อนจะนำมาใช้เสียอีก บางอย่างก็ซื้อมานานแบบเก็บจนลืม ซึ่งเหล่านี้ต่างก็ถือว่าเป็นการใช้เงินแบบสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

3.ไม่เคยทำบัญชีทางการเงิน

การทำบัญชีทางการเงินเป็นนิสัยที่ควรทำ เพราะช่วยทำให้คุณสามารถคำนวณรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือนได้ดี หลายคนพลาดไม่เหลือเงินเก็บเพราะไม่ชอบจดบัญชีทางการเงิน การทำบัญชีทางการเงินไม่จำเป็นต้องจดทุกครั้งที่ได้รับหรือจ่ายเงินแต่อย่างน้อยๆ ในรอบสัปดาห์ ควรสำรวจเงินในกระเป๋าว่ามีพอสำหรับ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และรายจ่ายอื่นๆ หรือไม่ ย้อนนึกถึงค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ว่าได้ใช้จ่ายอะไรไปบ้างในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น ค่าน้ำ ค่าขนม ค่าอาหาร ค่าซื้อสิ่งของต่างๆ ตัวเลขเหล่านี้จะช่วยทำให้คุณเห็นภาพกระแสการเงินของคุณชัดเจนขึ้น

4.ไม่เคยคิดเก็บเงิน

นิสัยสุดท้ายที่ทำให้เรามีปัญหาการเงินมากที่สุดคือไม่คิดเก็บเงิน หากได้เงินมาแล้วไม่รู้จักบริหารการเงิน ไม่รู้จักใช้เงินให้เป็น และไม่เห็นคุณค่าของเงิน ไม่ว่าจะหาได้มากแค่ไหนก็มีอันหมดไปอย่างไม่เหลือ แม้ใครบางคนจะบอกว่าไม่เสียดายก็ตาม แต่เมื่อถึงเวลาที่ประสบปัญหาการเงินจะคิดย้อนกลับมาถึงวันที่ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยทั้งสิ้น ผลร้ายที่สุดคือการกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่ายโดยไม่รู้ว่าจะใช้คืนทั้งหมดได้เมื่อไหร่

ดังนั้น หากเรารู้จักบริหารการเงินด้วยการแบ่งรายจ่ายของเราส่วนหนึ่งมาเป็นเงินออม ในสัดส่วน 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 หากเก็บไปเรื่อยๆ วันหนึ่งจะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่น่าภาคภูมิใจ และเป็นการฝึกนิสัยการออมที่ดีของคุณเอง ทั้งหมดนี้มีหลักแก้นิสัยทางการเงินง่ายๆ เพียงแค่รู้จักจัดสรรค่าใช้จ่ายออกเป็นส่วนๆ และจัดลำดับความสำคัญในการซื้อของให้ดี พยายามตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนลงตัวและมีเงินเก็บมากขึ้นโดยเราไม่รู้สึกว่าต้องพยายามมากมายจนเกินไป

การมีเงินทองเหลือใช้สบายมือไปจนหลังเกษียณ ถือเป็นเรื่องดีงามที่ใครๆ ก็อยากเป็น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะทำได้ ต้องมีวินัยและเคล็ดลับวิชา มาอ่านกันว่าวิธีการไปสู่เส้นทางเหล่านั้นต้องทำอย่างไรบ้าง?

1.วิธีปลดหนี้ที่ดีที่สุด

คือการสร้างทรัพย์สินการสร้างทรัพย์สินจะทำให้เกิดกระแสเงินสด พอมีกระแสเงินสดเราก็สามารถนำไปผ่อนชำระหนี้ เมื่อหนี้หมดเราก็เอามากลบรายจ่าย พอกระแสเงินสดมากกว่ารายจ่าย มันก็จะกลายเป็นรายได้ Passive Income นั่นเอง

2.กระแสเงินสดคือสิ่งสำคัญในธุรกิจ

ชีวิตมันต้องมีกำไร ทำยังไงก็ได้ให้รายรับมากกว่ารายจ่าย มีเงินเหลือ ดังนั้นไม่ว่าจะลงทุนทำธุรกิจ หรือบริหารการเงินส่วนบุคคลก็ตามแต่ ต้องมีเงินเหลือ แล้วนำไปใช้ลงทุนหาผลตอบแทนต่อไป

3.ไม่มี High Risk High Return

ไม่มีหรอกที่ว่าลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากแล้วจะได้ผลตอบแทนมาก บนโลกนี้มีแต่ High Understanding High Return ผลตอบแทนที่เราจะได้รับมันขึ้นกับความสามารถของเราเอง จงทำงานหนักแล้วผลตอบแทนจะกลับมาเอง

4.การลงทุนคือการวางแผน

ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจ เล่นหุ้น หรือลงทุนอสังหาฯ ทุกอย่างต้องมีแผนการ จังหวะไหนควรเข้าซื้อ จังหวะไหนควรขาย จังหวะไหนควรออกมารอดู เราต้องมีแผนเสมอ คนที่ลงทุนแล้วมีปัญหาคือคนที่ไม่วางแผน

5.เงินจะวิ่งตามคุณค่า

ถ้าเราเรียกร้องเงินเดือนสูงๆ จากที่ทำงาน แต่ไม่เคยถามตัวเองเลยว่ามีความสามารถแค่ไหน อยากได้เงินเยอะๆ แต่ไม่เคยลงมือทำ หรือพัฒนาตัวเองเลย เปลี่ยนใหม่ ลองเริ่มจากงานประจำนี่ละพัฒนาตัวเอง ทำงานให้หนัก ฝึกฝนตัวเองให้เชี่ยวชาญ สุดท้ายเงินมันจะวิ่งตามคุณค่าของสิ่งที่เรามีเอง

6.ทรัพยากรทั้งโลกเป็นของเรา

เราจะคิดจะทำอะไรก็ได้ อย่าปิดกั้นตัวเองด้วยข้อจำกัดที่เราคิดขึ้นเอง คนที่ประสบความสำเร็จมักเอาไอเดียมาก่อน แต่คนธรรมดามักเอาเงินเป็นตัวตั้ง เอามาขวางการเริ่มต้นต่างๆ ลืมเรื่องเงินไปซะ หากเราตั้งใจ มุ่งมั่นอยากทำจริงๆ ยังไงมันก็ต้องหาทางได้ และวิธีคุมความเสี่ยงที่ดีให้ถามกับตัวเองว่า หากทำแล้วเจ๊ง ทนรับได้แค่ไหน ถ้ารับได้ ก็ลุยเลย

7.ผลประโยชน์ต่างตอบแทน

โลกใบนี้เป็นโลกของผลประโยชน์ทั้งนั้น ถ้าเรายื่นสิ่งที่คนอื่นต้องการ เราก็จะได้สิ่งที่เราต้องการเช่นกัน เพราะฉะนั้นต้องถาม ต้องร้องขอ ต้องอ้าปากพูดในสิ่งที่คุณอยากได้

8.ยิ่งให้ยิ่งมั่งคั่ง

อย่าคิดทำอะไรคนเดียว มันเหนื่อยและหนักเกินไป เราควรหาหุ้นส่วน หา Partner แล้วแบ่งผลประโยชน์กัน เพื่ออะไร เพื่อที่เราจะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้อีก 1 ชั่วโมงของเราจะมากกว่า 1 ชั่วโมงของคนอื่น หากเรามีคนช่วย

9.นิยามของอิสรภาพทางการเงิน

นิยามของอิสรภาพทางการเงิน คือสิทธิในการเลือกใช้ชีวิตโดยไม่มีเงินมาเป็นพันธนาการ อยู่ในที่ที่เราเป็นคนเลือก เข้าใจตัวเอง และใช้ชีวิตให้มีความสุข

10.ความรู้ทางการเงินที่สำคัญที่สุด

โลกมีเรื่องใหม่ๆ ให้เรียนรู้ขึ้นทุกวัน ธุรกรรมทางการเงินก็เช่นกัน ต้องเปิดใจเรียนรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ ความรู้มีให้ตักตวงรอบด้าน ทั้งเสียเงินหรือของฟรีก็มีมากมาย หัดหาความรู้อยู่เสมอ เพราะความรู้คือหนทางไปสู่ความมั่งคั่งได้อีกทางหนึ่ง อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ ยิ่งรู้มากก็ยิ่งลดความเสี่ยงได้มากพยายามทำสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นให้มากที่สุด แล้วอิสรภาพทางการเงินก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

10 เคล็ดลับความสำเร็จ ถ้าทำได้ รวยทุกคน

สาวิตรี ศิริโตมร หรือโค้ชลิลลี่ ที่ปรึกษาบริษัท ไอ-เซิร์ฟ อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ ที่ปรึกษาการตลาดบริษัท อินเทลลิเจนท์ ไดเร็ค มาร์เกตติ้ง คอนซัลแทนส์ เจ้าของแบรนด์สินค้า W Secet Plus และ M Secret อาหารเสริมสุภาพสตรีและบุรุษ นักบรรยายอิสระโค้ชสอนทำธุรกิจออนไลน์ และผู้เขียนหนังสือ “ผู้หญิงรวยเองได้ ไม่ต้องง้อผู้ชาย” ได้แนะนำ 10 เคล็ดลับความสำเร็จ ถ้าทำได้ รวยทุกคนเหมือนเช่นกับเธอที่ทำมาแล้ว

1.มีจุดจุดหมาย

ชีวิตที่อยู่ไปวันๆ ไม่มีจุดหมาย ปลายทางของชีวิตจะลำบาก อยากได้เงินต้องเป็นผู้ขาย มิใช่ผู้ซื้อ อยากได้งาน ต้องสร้างงาน มิใช่หางาน ฉะนั้นชีวิตต้องมีจุดหมายและการจะไปถึงจุดหมายได้ต้องกล้าเสี่ยง เชื่อมั่นในตัวเอง และลงมือทำทันที เช่น อยากร่ำรวย มีความมั่นคง มีเงินเดือนเป็นแสน แต่หากยังจำเจกับงานเดิมที่ไม่ตอบโจทย์ของจุดมายก็ไม่ต่างอะไรกับคนหลอกตัวเอง ต้องมองหาอะไรบางอย่างเข้ามาเพื่อเสริมรายได้อีกทางใหม่

2.คิดต่างในเชิงบวก

การคิดไอเดียใหม่ๆ ไม่ใช่แตกต่างแบบจะขวางโลก ไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จบนโลกโดยมีทัศนคติในเชิงลบเลยสักคน แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าการคิดทัศนคติเชิงลบไม่เหมาะ แนวคิดเชิงลบก็พอมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่เหมาะกับในบางโอกาสที่เราต้องระวังภัย หรืออะไรที่ไม่ปลอดภัยเท่านั้นเอง มุมบวกมุมลบอยู่ที่เราเลือกคิดว่าจะมองหรือคิดในมุมไหน ที่จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น

3.ย้ำคิดย้ำทำหมกมุ่น

การลงมือทำเป็นสิ่งที่คนสำเร็จแล้ว บอกเสมอว่าสำคัญมาก เพราะการลงมือทำอย่างจริงจังจะเป็นสิ่งวัดผลวัดค่าได้อย่างแท้จริง เมื่อมีกรอบแนวคิดที่ดี มีมุมมองที่ดี การลงมือทำตามที่กรอบและมุมมองจะทำให้ได้ผลมากยิ่งกว่า แต่การลงมือทำที่จะทำให้เกิดผลได้อย่างต่อเนื่องได้นั้นจะต้องทำแบบย้ำคิด ย้ำทำ หมกมุ่น คำเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ในเชิงลบมามาก จนอาจจะทำให้มองไม่เห็นว่าจะบวกอย่างไร

“การย้ำคิด ย้ำทำ หมกมุ่นคือ เมื่อเราได้วิธีการที่ดีแล้วในการทำธุรกิจ ในการทำงาน เราก็นำเอาสิ่งนั้นมาทำอย่างต่อเนื่อง ทำเรื่อยๆ ทำอย่างไม่หยุด ทำอย่างจดจ่อ ลิลลี่เชื่อว่าทำเล่นๆ ทำลองๆ ก็ได้แต่ของเล่น ๆ กับของลองๆ แต่ถ้าลงมือทำจริงๆ ย่อมได้ผลลัพธ์คุ้มค่าอย่างแน่นอน”

4.วิธีการทำ

คนหนึ่งจะประสบความสำเร็จมันไม่ใช่มีเพียงแค่วิธีการเดียวเท่านั้น แม้จะเป็นธุรกิจแบบเดียวกันก็ตาม คิดง่าย อย่างเราตั้งโจทย์ ทำอย่างใดก็ได้ให้ผลลัพธ์ 10 เรานำเอามา 5+5 หรือ 7+3, 8+2, 9+1, 6+4 ผลลัพธ์ที่ได้ไม่แตกต่างกัน

5.สู้ไม่ถอย

ไม่สำเร็จ ไม่เลิก ในเมื่อเลือกเดินทางใดแล้วก็ต้องเดินให้สุดทาง เดินไปให้พบเจอกับสิ่งที่มันเป็นไปตามจุดหมายของชีวิตเราที่ต้องการ

6.รู้ให้จริง

รอบรู้คือครูชั้นดี การทำงานไม่ใช่ทำไปเรื่อยๆ ทำแบบหุ่นยนต์ เราต้องมีวิธีการมองการคิด และการลงมือทำแบบคนมีความรู้เพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ เพราะสิ่งนั้นจะนำเอาความสำเร็จมาให้เรา

7.เปิดรับสิ่งใหม่

เปิดสมองรับทุกเรื่องราว อย่าปิดกั้นตัวเอง ต้องเปิดเพื่อรับและเปิดเพื่อกรอง ซึ่งการเปิดรับสิ่งใหม่ในทุกมุมมองเราจะต้องมี เพราะจะสามารถพัฒนาตัวของเราไปให้ไกล ได้ดีกว่าที่เป็น ทุกๆ เรื่องราวในชีวิตไม่ว่าดี ไม่ว่าร้ายมันทำให้เราโตขึ้น

8.แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง

เรื่องรสนิยมและความเชื่อแบบไหนที่คิดเห็นแตกต่าง อย่าคุย นักขาย นักธุรกิจ นักเจรจา ทั้งหลายเขามีสูตรนี้ให้ท่องจำเสมอ อะไรที่เป็นเรื่องของรสนิยม ต้องไม่คุยกัน เพราะเรื่องของรสนิยม หรือเรื่องของคติทางความเชื่อนั้นไม่ว่าจะด้านการเมือง ศาสนา ด้านพิธีกรรมต่างๆ เป็นเรื่องของส่วนบุคคล

9.ตรงต่อเวลา

นาฬิกายี่ห้อไหนก็ได้ขอให้ตรงเวลา เรื่องเวลาสำคัญมาก นัดแล้วต้องตรงเวลา คนที่ไม่ตรงเวลา บอกได้เลยว่า ยากที่จะพบกับคำว่าประสบความสำเร็จ

10.มีหัวใจเหมือนไม้บรรทัด

ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อื่นเสมอ  “ลิลลี่เชื่อมั่นต่อคำพูดที่คนรุ่นเก่าสอนเสมอ ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” หลายคนอาจจะอยากเติบโต แต่การเติบโตและประสบความสำเร็จนั้น  จะต้องมีวิธีการที่ดี สง่างาม ไม่ใช่โตแบบมีคนเจ็บปวด เพราะการกระทำที่ไม่ดีหรือโตขึ้นมาเพราะแทงเลื่อยขา เหยียบบ่าเพื่อนขึ้นมาสำเร็จ แบบนี้ไม่ยั่งยืนแน่นอน  

หากต้องการเงิน 1 ล้านบาทเพื่อไปทำตามความฝัน ถ้าเก็บเงินเดือนละ 1,000 บาท โดยปล่อยให้เงินนอนนิ่งๆ อยู่ในบัญชีเงินฝากเพียงอย่างเดียว คงต้องใช้เวลาประมาณ 83 ปี กว่าจะมีเงิน 1 ล้านบาท นานขนาดไหน นานขนาดตลอดชีวิตของคุณ

แต่หากคุณกล้าที่จะปล่อยเงินให้ออกมายืดเส้นยืดสายทำงานแทนคุณดูบ้าง ลองนำเงิน เดือนละ 1,000 บาทนี้ไปลงทุน คุณจะใช้เวลาในการเก็บเงินน้อยลงหลายเท่าตัว นั่นเพราะ “การลงทุน” เปรียบเสมือนทางด่วนสู่ความมั่งคั่ง การออกตัวที่ดี ตั้งต้นได้เร็ว และเดินตามแผน ที่วางไว้ ย่อมช่วยให้ถึงเส้นชัยได้สมใจหวัง

หากคุณพร้อมแล้ว ก็มาออกเดินทางด้วยกันไปกับ 40 พลัส สานสร้างเส้นทางสู่ความฝันด้วยการลงทุนแบบ Step by Step

1.รู้จักตนเอง สำหรับผู้ลงทุนมือใหม่หรือหลายๆ คนที่สนใจลงทุน แต่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้จะลงทุนอย่างไร ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน ลองเริ่มจาก “รู้จักตัวเอง” ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกนิด ถามตัวเองให้แน่ใจก่อนว่า “เป้าหมาย” การลงทุนของคุณคืออะไร? ต้องการใช้เงินประมาณเท่าไหร่? และต้องการบรรลุเป้าหมายเมื่อใด?

2.พิจารณาเงื่อนไขการลงทุน จากนั้นค่อยพิจารณา “เงื่อนไข” ในการลงทุนที่เกี่ยวข้อง เช่น อายุ รวมทั้งความชอบ ความสนใจ หรือความถนัดในการลงทุนสินทรัพย์ประเภทใด มีประสบการณ์ลงทุนหรือไม่ มีเงินลงทุนมากน้อยเพียงใด ต้องการผลตอบแทนรูปแบบใด เท่าไหร่? มีเวลาติดตามข่าวสารด้านการลงทุนหรือไม่ หากขาดทุน จะยอมรับได้ในวงเงินไม่เกินเท่าไหร่ หากได้กำไร จะขยายวงเงินในการลงทุนหรือไม่

ที่สำคัญอย่าลืมถามตัวเองว่า “ยอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน?” ทั้งหมดนี้คือโจทย์ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ทางเลือกการลงทุน และสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมแก่คุณมากที่สุด

3.กรณีรับความเสี่ยงได้ต่ำ (Conservative) เป็นกลุ่มผู้ลงทุนที่ยอมรับความผันผวนได้น้อยหรือแทบจะไม่ได้เลย การลงทุนส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นไปที่การพยายามรักษาเงินลงทุนให้ปลอดภัย

4.กรณีรับความเสี่ยงได้ปานกลาง (Moderate) เป็นกลุ่มผู้ลงทุนที่ยอมรับความผันผวนได้ระดับหนึ่ง แต่ต้องไม่มากจนเกินไป การลงทุนส่วนใหญ่เน้นไปที่การลงทุนเพื่อ การได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น และหวังให้เงินลงทุนบางส่วนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

5.กรณีรับความเสี่ยงได้สูง (Aggressive) เป็นกลุ่มผู้ลงทุนที่ไม่กังวลกับความผันผวนที่เกิดขึ้นระหว่างการลงทุนเท่าใดนัก การลงทุนส่วนใหญ่เน้นไปที่การลงทุนที่มุ่งหวังจะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น รวมถึงโอกาสที่เงินลงทุนจะเติบโตเพิ่มขึ้น

เพียงแค่นี้ คุณก็พอจะรู้จักตัวเองในแง่มุมของการลงทุนและการเลือกระดับความเสี่ยงได้แล้ว กรณีที่ต้องการ “รู้ลึก”ให้มากขึ้น คลิ๊กไปที่ www.set.or.th/ตรวจสอบระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้/ตรวจสอบสไตล์การลงทุน

คำว่าหนี้สิน ไม่ได้หมายถึง สิ่งที่ไม่ดีเสมอไป หนี้ดีก็มีถมไป เรามาดูวิธีจัดการหนี้ดีรวมถึงรับมือหนี้เสียอย่างชาญฉลาดกันดีกว่า ความหมายของหนี้ดีคือ หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หนี้ที่กู้มาเพื่อประกอบธุรกิจส่วนตัวเป็นเงินทุน และแหล่งทุนของเราคือการขอสินเชื่อธนาคาร เมื่อเรานำเงินกู้มาประกอบกิจการ เกิดเป็นกำไร หมุนกลับไปจ่ายแบงค์หรือหนี้ที่จำเป็นต่อชีวิต เช่น กู้เพื่อซื้อบ้าน การกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยถือเป็นหนี้ที่ดีเช่นกัน

ส่วนหนี้ที่ไม่ดี คือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นภาระที่คุณต้องจ่าย เช่น หนี้ผ่อนรถยนต์ หากคุณไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ หรือมีรถยนต์อยู่แล้วแต่ซื้อคันใหม่ สิ่งที่ตามมาคือ ค่างวด ที่คุณต้องจ่ายทุกเดือน และเป็นหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อะไร แถมยังพ่วงค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามมาอีกด้วย หนี้บัตรเครดิตที่เกิดจากใช้จ่ายเกินจำเป็น

ขั้นตอนการจัดการหนี้ดี-กำจัดหนี้เสียอย่างชาญฉลาดที่ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง?

1. หยุดก่อหนี้เพิ่ม คุณต้องแจกแจงหนี้ออกมาให้ได้ว่าอันไหนเป็นหนี้ที่ดี อันไหนเป็นหนี้เสีย และหยุดก่อหนี้เพิ่ม ไม่ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ที่ดี หรือหนี้ที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งก็คือ การสร้างหนี้ใหม่เอาไปจ่ายหนี้เก่า การทำแบบนี้จะยิ่งทำให้ ปมหนี้ ผูกมัดแน่นขึ้น และยากจะแก้ไขภายหลัง

2. สำรวจภาระหนี้สิน และความสามารถในการชำระหนี้คืน เมื่อหยุดก่อหนี้เพิ่มแล้ว คุณก็ต้องมาสำรวจหนี้สินว่ามีอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น หนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล หนี้ค่างวดรถยนต์ ค่างวดบ้าน ฯลฯ โดยจดบันทึกมูลหนี้ทั้งหมด รวมทั้งดอกเบี้ยจ่ายในแต่ละเดือนว่าสิ่งที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมทั้งหมดเท่าไร ทำแบบนี้จะเห็นภาพชัดขึ้นว่า หนี้สินของคุณมีอะไรบ้าง จ่ายดอกเบี้ยไปเท่าไรบ้าง และนำข้อมูลมาบริหารจัดการหนี้ในมือให้หมดไปโดยไว

3. จัดสรรค่าใช้จ่ายเสียใหม่ ออมเงินให้มากขึ้น หยุดก่อหนี้ใหม่ๆ บริหารจัดการหนี้แล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือ การจัดสรรค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเสียใหม่ คนที่ใช้จ่ายค่อนข้างจะมือเติบ ก็ต้องปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง วิธีที่ทำให้เรามองเห็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ก็คือ การจดบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย ลดการใช้จ่ายในส่วนนั้นๆ ลง ที่เหลือก็คือ เงินออม หากคุณต้องการความมั่นคงในด้านการเงิน ควรมีเงินออมเก็บไว้อย่างน้อย 10-20% ของรายรับทั้งหมด บางคนบอกหนี้ยังจ่ายไม่หมดจะให้ออมเงินได้อย่างไร ไม่เป็นไรเรารีบเคลียร์หนี้ให้หมดเร็วๆ จะได้เริ่มต้นออมเงินเร็วๆ ถ้าไม่เริ่มก็คงไม่มีความสำเร็จ

4. หาทางเพิ่มรายได้ ควรมีทั้ง active income คือ ทำงานหาเงิน และมี passive income คือ ‪ให้เงินทำงาน ควบคู่กันไป เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตการเงินนั่นเอง การเพิ่มรายได้นอกเหนือจากรายได้หลัก หรืองานประจำ ควรเป็นรายได้ในทาง passive income ทำให้มีกระแสเงินสดหลายทางเข้าสู่ชีวิตการเงินของเรา ถึงจะมีหนี้เยอะ แต่มีรายได้เยอะด้วย ก็จะช่วยแบ่งเบาภาระและไม่ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตมากนัก ‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬

5. ติดตามผลงานอย่างสม่ำเสมอ หมั่นติดตามผลงานอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากไม่คอยติดตามความก้าวหน้าใดๆ บางครั้งคุณอาจจะหวนกลับไปก่อหนี้ไม่ดีขึ้นมาอีกก็เป็นไปได้ ทางที่ดีควรหมั่นตรวจสอบตัวเอง และพฤติกรรมการใช้จ่ายให้ดี สร้างเครดิตดีๆ การเงินจะดีตามไป

ชีวิตเป็นเรื่องที่ต้องวางแผน จะปล่อยปละละเลยให้เป็นไปตามยถากรรมก็ไม่ได้ ยิ่งวางแผนดีทุกอย่างก็จะเป็นไปตามเป้าหมายมีความชัดเจนว่าจะไปทิศทางใดและเห็นภาพในอนาคตได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องเงินยิ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ขนาดวางแผนไว้ดีแล้วก็ยังพลาดเป้าได้บ่อยๆ

บางคนอาจจะรู้แล้วและวางเป้าหมายไว้เรียบร้อย หรือบางคนอาจจะไม่มีแนวทางอะไรเลย วันนี้มีเคล็ดลับความดีๆแบบนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่อยากมีความสำเร็จด้านนี้ เพราะที่เราจนอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะเราขี้เกียจทำงาน แต่ที่จนเพราะเรา เข้าใจผิด อยู่แค่ 2 เรื่อง คือเข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายของทรัพย์สิน และเข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายของหนี้สิน

ดังนั้นถ้าอยากรวย ต้องทำความเข้าใจใหม่ ว่าทรัพย์สิน คือ รายรับ คือ การนำเงินเข้ากระเป๋าตังค์ มีคำถาม ใน 1 เดือนคุณมี รายรับ เข้ากระเป๋าคุณกี่ครั้ง ส่วนหนี้สิน คือ รายจ่าย คือ การนำเงินออกจากกระเป๋าตังค์ มีคำถาม ใน 1 เดือนคุณมี รายจ่าย ออกจากกระเป๋าคุณกี่ครั้ง คุณตอบได้หรือไม่

การทำงานของคนจนและคนรวย ซึ่งคนจนทำงานเพื่อ นำไปสร้างหนี้สิน ยิ่งกลัว ยิ่งโลภ ยิ่งทำงาน ยิ่งสร้างหนี้ ยิ่งจน ส่วนคนรวยทำงาน เพื่อไปสร้างทรัพย์สิน ยิ่งกลัว ยิ่งโลภ ยิ่งทำงาน เพื่อไปสร้างทรัพย์สิน เพิ่มมูลค่า ยิ่งรวย และคนรวย มากๆ ใช้เงินทำงาน เพื่อไปสร้างทรัพย์สิน ยิ่งกลัว ยิ่งโลภ ยิ่งใช้เงินทำงาน เพื่อไปสร้างทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า แล้วนำส่วนที่ได้จากทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า ไปสร้างทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า ยิ่งรวยๆ สรุปคือถนนของของคนจน เริ่มต้นสบาย สุดท้ายลำบาก ถนนของของคนรวย เริ่มต้นลำบาก สุดท้ายสบาย

ขั้นตอนเป็นคนรวย

1. เปลี่ยนความคิด เรื่องทรัพย์สินและหนี้สิน รายรับ คือ เอาเงินเข้ากระเป๋าตังค์ เรียกว่า ทรัพย์สิน รายจ่าย คือ เอาเงินออกจากกระเป๋าตังค์เรียกว่า หนี้สิน

2. แยกให้ออกว่าอะไรเป็นทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า หรือเสื่อมมูลค่า เช่น ทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า คือ ได้มาแล้วเพิ่มมูลค่าให้เรา เช่น ซื้อที่ดินมา 5 แสนบาท ทิ้งไว้ 1 ปี ขายได้ 6 แสนบาท ซื้อทองมา 1 บาท ราคา 11800 บาท เก็บไว้ 1 ปี ราคา 12500 บาท ส่วนทรัพย์สินเสื่อมมูลค่า คือ ได้มาแล้วมูลค่ามีแต่ลดลง เช่น ซื้อรถยนต์มาราคา 6 แสนบาท ขับได้ 3 ปี ขายได้ 3 .3 แสน

3. ลดรายจ่าย ตัวเอง และครอบครัวก่อน หลายคนคิดว่า ถ้าจะรวยต้องหารายได้ เพิ่มแต่เพียงอย่างเดียว เป็นความคิดที่ล้าสมัย สิ่งเดียวที่ทำได้ก่อนหารายได้ คือการลดรายจ่าย เริ่มจากรายจ่ายที่เกิดขึ้นกับ ตัวเราเองก่อน วิธีการลดทำอย่างไรต่างหาก ที่ทำได้ง่ายที่สุด ต่อมาหาทางลดรายจ่ายของครอบครัว แล้วค่อยไปขั้นตอนหารายได้เพิ่ม ต้องลดรายจ่ายก่อนหารายได้

หลักการง่ายๆ ของการลดรายจ่าย

1.ลดความสมบูรณ์แบบของชีวิต ชีวิตของแต่ละคนจำเป็นต้องสมบูรณ์แบบไปเสียทุกด้านหรือไม่

2.ลดต้นทุนชีวิต ลดต้นทุนชีวิต

3. หารายได้เพิ่ม

4.ใช้สมองหารายได้

ค่อยๆ ทำ ค่อยๆฝึก คนรวยเคยกล่าวไว้ว่า ก้าวแรกของการทำธุรกิจคือ ก้าวเล็กๆ ของเด็กน้อยนะ เพราะเด็กน้อยจะค่อยๆก้าว ค่อยๆก้าว ใจเย็นๆ ค่อยเป็นค่อยไป มั่นใจกว่ากันเยอะ ขอเพียงแค่เรามีความรู้ ความพยายาม ก็จะไปได้ดี เมื่อเราชำนาญ มีประสบการณ์แล้วค่อยก้าวแบบผู้ใหญ่ก็ไม่สาย กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จ ภายในวันเดียว